ซักเครื่องนอนช่วงหน้าฝนถือเป็นภารกิจระดับชาติเล เพราะทั้งหนา ทั้งแห้งยาก แถมถ้าโชคร้ายเจอฝนตกติดต่อกันหลายวัน กลิ่นอับชื้นก็จะตามมากวนใจชวนให้เวียนหัวเวลานอนอีกต่างหากเพื่อให้ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน และปลอกหมอนของคุณสะอาด หอมสดชื่น และแห้งไวทันใจ แม้ในวันที่ฟ้าครึ้มฝน ลองนำสูตรและเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ดู
ฤดูฝนมักนำมาซึ่งความชื้นสูง แสงแดดน้อยและอากาศชื้น ซึ่งอาจทำให้งานบ้านยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซักเครื่องนอน ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม และผ้านวมอาจใช้เวลานานกว่าจะแห้งในสภาพอากาศเปียกชื้น เพิ่มความเสี่ยงต่อกลิ่นไม่พึงประสงค์ เชื้อรา และการสะสมของแบคทีเรีย การดูแลเครื่องนอนอย่างเหมาะสมในช่วงฤดูฝนจึงมีความสำคัญไม่เพียงแต่เพื่อความสบายเท่านั้น แต่ยังเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้มีสุขภาพดีอีกด้วย
1. สูตรซักผ้าปราบกลิ่นอับ (ช่วยผ้าแห้งไวขึ้น)
นอกจากการใช้ผงซักฟอกสูตรลดกลิ่นอับชื้นหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มแล้ว การเพิ่มไอเทมลับในครัวเหล่านี้จะช่วยสลายคราบสะสมและกลิ่นอับได้ชะงัดครับ:
เบกกิ้งโซดา : ใส่เบกกิ้งโซดาประมาณครึ่งถ้วยตวงลงไปพร้อมกับผงซักฟอก เบกกิ้งโซดาจะช่วยขจัดกลิ่นอับลึกถึงเส้นใย และทำให้ผ้าปูที่นอนนุ่มขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งน้ำยาปรับผ้านุ่มเยอะเกินไป (เพราะน้ำยาปรับผ้านุ่มที่หนาเกินไปจะเคลือบเส้นใยทำให้ผ้าอมน้ำและแห้งช้าลง)
น้ำส้มสายชู : เทน้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวงลงในช่องน้ำยาปรับผ้านุ่ม กรดอ่อนๆ จะช่วยล้างสารตกค้าง ขจัดคราบเหงื่อไคล และฆ่าเชื้อแบคทีเรียตัวการที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นเปรี้ยวครับ เพราะเมื่อผ้าแห้ง กลิ่นน้ำส้มสายชูจะหายไปหมดเหลือแต่ความสะอาด
2. ขั้นตอนการซักและปั่นให้แห้งหมาดที่สุดกลเม็ดสำคัญอยู่ที่ “การปั่นหมาด” ยิ่งรีดน้ำออกจากผ้าได้มากเท่าไหร่ ผ้าก็ยิ่งแห้งไวเท่านั้นครับ1ซักด้วยน้ำอุ่น (ถ้าเครื่องรองรับ):โหมดสลายเชื้อโรคหากเครื่องซักผ้ามีระบบทำความร้อน ให้เลือกซักที่อุณหภูมิประมาณ 40-60 องศาเซลเซียส เพื่อช่วยฆ่าเชื้อไรฝุ่น แบคทีเรีย และช่วยให้ผงซักฟอกทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แถมน้ำอุ่นยังระเหยออกจากใยผ้าได้ไวกว่าน้ำเย็นตอนนำไปตาก
2เพิ่มรอบปั่นหมาดเบิ้ล 2 รอบ:รีดน้ำออกให้สุดหลังจากเครื่องซักและปั่นหมาดตามโปรแกรมเสร็จแล้ว อย่าเพิ่งเอาผ้าออก ให้กดเลือกโปรแกรม “ปั่นหมาด (Spin)” ซ้ำอีก 1 รอบ โดยปรับรอบปั่นให้สูงที่สุด (เช่น 1,000 – 1,200 รอบต่อนาที) เพื่อเค้นน้ำที่ค้างอยู่ในผ้าห่มผืนหนาให้ออกมามากที่สุด
3. ทริกผ้าขนหนูแห้ง:ตัวช่วยซับน้ำเร่งด่วนก่อนจะกดปั่นหมาดรอบที่ 2 ให้โยน ผ้าขนหนูแห้งสนิทผืนใหญ่ ลงไปในถังซัก 1-2 ผืน ผ้าขนหนูแห้งจะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำ คอยช่วยดูดซับความชื้นและน้ำออกจากเครื่องนอนในขณะที่ถังกำลังปั่นเหวี่ยง ทำให้ผ้าห่มและผ้าปูที่นอนแห้งหมาดขึ้นแบบผิดตาเลย
เทคนิคการตากผ้าในร่มให้แห้งไว ไม่เพาะเชื้อรา
ถ้าขยับผ้าออกไปตากแดดไม่ได้ การตากในร่มหรือในบ้านต้องอาศัยหลักการ “ลมโกรกและเพิ่มพื้นที่ผิว” ครับ
ตากแบบกระจายพื้นที่ (ตากผ้าแบบตัว M): ห้ามพับผ้าห่มหรือผ้าปูที่นอนทบกันหนาๆ บนราวเดียว ให้ใช้ไม้แขวนเสื้อหลายๆ อันมารอง หรือพาดผ้าคร่อมราวตากผ้า 2 ราวคู่กัน ให้ตรงกลางโปร่งเป็นลักษณะเหมือนตัวอักษร M เพื่อเพิ่มช่องว่างให้ลมพัดผ่านได้สะดวกที่สุด
เปิดพัดลม + เปิดหน้าต่าง: ตั้งราวตากผ้าในห้องที่มีอากาศถ่ายเท เปิดหน้าต่างให้อากาศไหลเวียน และเปิดพัดลมเบอร์แรงสุดส่ายไปมาเพื่อช่วยเร่งการระเหยของน้ำ
เลี่ยงการตากผ้าในห้องน้ำหรือห้องปิดทึบ: ห้องที่ไม่มีช่องระบายอากาศจะทำให้ความชื้นสะสม ผ้าจะแห้งช้ามากและกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อรา
4. ตัวช่วยเสริมสำหรับบ้านที่มีเครื่องอบผ้า หรือต้องการความหอมเป็นพิเศษ
ลูกบอลอบผ้า : หากบ้านไหนใช้เครื่องอบผ้า ให้ใส่ลูกบอลอบผ้า (หรือใช้ลูกเทนนิสสะอาดๆ) ลงไปอบพร้อมกัน มันจะช่วยกระแทกให้ผ้าแยกตัวออกจากกัน ไม่ม้วนเป็นก้อนกลม ช่วยให้ลมร้อนเข้าถึงทุกซอกทุกมุม ผ้าจะแห้งไวขึ้นราวๆ 20-30% แถมผ้ายังฟูนุ่มขยับน่าเลาะอีกด้วย
สเปรย์ฉีดผ้าเรียบ/ลดกลิ่นอับ: หลังจากผ้าแห้งสนิทแล้ว (หรือเกือบแห้ง) หากยังรู้สึกว่าความหอมไม่สะใจ สามารถใช้สเปรย์ฉีดผ้าหอมพ่นเคลือบบางๆ ก่อนพับเก็บหรือปูเตียง จะช่วยล็อคความหอมสดชื่นให้อยู่ได้นานขึ้นครับ
ข้อควรระวังสำคัญ: ต้องแน่ใจว่าเครื่องนอน แห้งสนิท 100%จริงๆ ก่อนนำไปปูเตียงหรือพับเก็บเข้าตู้ หากยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่แม้เพียงนิดเดียว ความอุ่นจากร่างกายของเราเวลานอนจะไปกระตุ้นให้แบคทีเรียเติบโตอย่างรวดเร็ว และกลิ่นอับจะกลับมาทันที
