สิ่งของในบ้านที่ควรทำความสะอาดเป็นประจำมีอะไรบ้าง ? เคล็ดลับการดูแลบ้านให้สะอาดและถูกสุขอนามัย

การรักษาความสะอาดภายในบ้านเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่เป็นระเบียบและส่งผลดีต่อสุขภาพ แม้หลายคนจะให้ความสำคัญกับการกวาดพื้นหรือเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวที่มองเห็นได้ชัดเจน แต่ยังมีสิ่งของอีกหลายอย่างภายในบ้านที่จำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ สิ่งของเหล่านี้อาจเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นละออง แบคทีเรีย คราบไขมัน ความชื้นและกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้

การดูแลรักษาบ้านให้สะอาด น่าอยู่ และปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย จำเป็นต้องมีการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถแบ่ง ของใช้ในบ้านที่ต้องทำความสะอาดเป็นประจำ ตามความถี่ที่เหมาะสม เมื่อเวลาผ่านไป แม้ว่าในบางครั้งอาจดูสะอาดตาเมื่อมองผ่านๆ ก็ตาม

การทราบว่าสิ่งของชิ้นใดบ้างที่ต้องการการดูแลบ่อยครั้ง จะช่วยให้การดูแลรักษาบ้านง่ายขึ้นและป้องกันการสะสมของสิ่งสกปรก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนอน อุปกรณ์เครื่องครัว เครื่องปรับอากาศ หรืออุปกรณ์ในห้องน้ำ สิ่งของแต่ละอย่างล้วนมีข้อกำหนดในการทำความสะอาดที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งานและตำแหน่งที่จัดวาง

คู่มือฉบับนี้จะพาไปสำรวจสิ่งของภายในบ้านที่ควรทำความสะอาดเป็นประจำ พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับความถี่ในการดูแลและวิธีรักษาความสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ
1. เครื่องนอน หมอน และที่นอน

เครื่องนอนถือเป็นสิ่งของที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ต้องหมั่นทำความสะอาด เนื่องจากเราใช้เวลาหลายชั่วโมงในการนอนหลับทุกคืน ทั้งผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม และที่นอน ต่างสามารถสะสมเหงื่อ เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ไขมันจากร่างกาย ฝุ่นละออง และสารก่อภูมิแพ้ได้

คำแนะนำในการทำความสะอาด:
– ผ้าปูที่นอนและปลอกหมอน: ควรซักสัปดาห์ละครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นหากคุณมีเหงื่อออกมากหรือเป็นโรคภูมิแพ้
– ผ้าห่มและปลอกผ้านวม: ควรซักตามคำแนะนำบนป้ายกำกับผลิตภัณฑ์ โดยทั่วไปควรซักทุกสองสามสัปดาห์หรือเมื่อเริ่มสกปรก
– หมอน: ควรซักตามคำแนะนำของผู้ผลิต ซึ่งโดยปกติแล้วควรทำความสะอาดทุกสองสามเดือน
– ที่นอน: ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดเป็นระยะ และหากมีคราบหกเลอะเทอะควรรีบจัดการทันทีเพื่อป้องกันรอยเปื้อนและความชื้นสะสม
ควรปล่อยให้ที่นอนและเครื่องนอนแห้งสนิทก่อนปูเตียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง การระบายอากาศที่ดีจะช่วยลดกลิ่นอับและป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อราได้
2. อุปกรณ์เครื่องครัวและอุปกรณ์ประกอบอาหาร

ห้องครัวเป็นพื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในเรื่องความสะอาด เนื่องจากเศษอาหาร คราบไขมัน และความชื้น อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแบคทีเรียได้ อุปกรณ์และเครื่องใช้ต่างๆ ที่สัมผัสกับวัตถุดิบสดหรืออาหารที่ปรุงสุกแล้ว จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

สิ่งของที่ควรทำความสะอาดเป็นประจำ ได้แก่:
– จาน ชาม และช้อนส้อม: ควรล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจานและน้ำสะอาดทุกครั้งหลังการใช้งาน
– เขียง: ควรล้างทำความสะอาดทุกครั้งหลังการใช้งาน ควรแยกเขียงสำหรับหั่นเนื้อสัตว์ดิบและอาหารที่พร้อมรับประทานออกจากกัน และหากเขียงมีรอยร่องลึกหรือรอยแตก ควรเปลี่ยนใหม่ทันที
– ฟองน้ำและผ้าเช็ดจาน: ควรล้างทำความสะอาดให้หมดจด ผึ่งให้แห้ง และเปลี่ยนใหม่สม่ำเสมอ หากฟองน้ำมีกลิ่นเหม็นติดอยู่ แสดงว่าถึงเวลาต้องทำความสะอาดหรือเปลี่ยนชิ้นใหม่แล้ว
– เตาปรุงอาหาร: เช็ดคราบไขมันและเศษอาหารออกหลังการปรุงอาหาร เมื่อพื้นผิวเตาเย็นลงจนสัมผัสได้อย่างปลอดภัยแล้ว
– เตาไมโครเวฟ: หมั่นเช็ดทำความสะอาดคราบอาหารที่กระเด็นอยู่ภายในเตาเป็นประจำ
– ตู้เย็น: เช็ดคราบสกปรกที่หกเลอะเทอะทันที และหมั่นทำความสะอาดชั้นวาง ลิ้นชัก รวมถึงขอบยางประตูตู้เย็นอยู่เสมอ
การทำความสะอาดอุปกรณ์ครัวอย่างรวดเร็วจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดคราบฝังแน่น กลิ่นไม่พึงประสงค์ การปนเปื้อนข้ามระหว่างอาหารแต่ละชนิด และการสะสมของคราบไขมัน

3. สุขภัณฑ์และอุปกรณ์ในห้องน้ำ

ห้องน้ำเป็นบริเวณที่ต้องเผชิญกับความชื้น คราบสบู่ และจุลินทรีย์อยู่เสมอ หากไม่ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อาจเกิดคราบหินปูน เชื้อรา และกลิ่นไม่พึงประสงค์ตามมาได้

อุปกรณ์สำคัญในห้องน้ำ ได้แก่:
– โถสุขภัณฑ์: ทำความสะอาดภายในโถและบริเวณที่สัมผัสบ่อยๆ โดยเฉพาะปุ่มกดชักโครก มือจับ และพื้นที่โดยรอบ
– อ่างล้างหน้าและก๊อกน้ำ: ขจัดคราบยาสีฟัน คราบสบู่ และคราบน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละหลายครั้ง หรือตามความจำเป็น
– ฝักบัวและผนังห้องอาบน้ำ: หมั่นขจัดคราบสบู่และคราบแร่ธาตุต่างๆ ออกเป็นระยะ
– ผ้าเช็ดตัว: ควรแขวนผึ่งให้แห้งหลังการใช้งาน และซักทำความสะอาดเป็นประจำ (โดยทั่วไปควรซักทุกๆ 3-4 ครั้งที่ใช้งาน หรือซักเร็วกว่านั้นหากผ้ายังคงมีความชื้นหรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์)
– พรมเช็ดเท้าในห้องน้ำ: ควรซักทำความสะอาดตามประเภทวัสดุและความถี่ในการเปียกน้ำ
– แปรงขัดโถสุขภัณฑ์: ล้างทำความสะอาดหลังใช้งาน ผึ่งให้แห้ง และทำความสะอาดหรือเปลี่ยนใหม่ตามความเหมาะสม
การระบายอากาศที่ดีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับห้องน้ำ การเปิดหน้าต่างหรือใช้พัดลมระบายอากาศจะช่วยลดความชื้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา

ห้ามนำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภายในบ้านมาผสมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผสมสารฟอกขาว (Bleach) เข้ากับน้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือแอมโมเนีย เพราะอาจก่อให้เกิดก๊าซอันตรายได้
4. เครื่องปรับอากาศ พัดลม และแผ่นกรองอากาศ

ระบบปรับอากาศและพัดลมทำหน้าที่หมุนเวียนอากาศภายในบ้าน เมื่อมีฝุ่นละอองสะสมอยู่บนแผ่นกรอง ใบพัด หรือตะแกรง จะส่งผลให้การไหลเวียนของอากาศลดลงและประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ลดลงตามไปด้วย การบำรุงรักษาตามปกติประกอบด้วย:
– แผ่นกรองเครื่องปรับอากาศ: ตรวจสอบและทำความสะอาดตามคำแนะนำของผู้ผลิต โดยปกติควรทำทุก 2–4 สัปดาห์ในช่วงที่มีการใช้งานหนัก
– ใบพัดลมและตะแกรง: กำจัดฝุ่นทุก 1–2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
– พัดลมระบายอากาศ: ตรวจสอบการสะสมของฝุ่นและคราบไขมัน โดยเฉพาะในห้องครัวและห้องน้ำ
– แผ่นกรองเครื่องฟอกอากาศ: ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตในการทำความสะอาดหรือตารางการเปลี่ยนอุปกรณ์
ก่อนทำความสะอาดเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้ปิดสวิตช์และถอดปลั๊กไฟออกหากจำเป็น ห้ามฉีดน้ำลงบนมอเตอร์ ชิ้นส่วนไฟฟ้า หรือแผงควบคุมโดยตรง

ในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นมากหรือมีความชื้นสูง อาจจำเป็นต้องตรวจสอบอุปกรณ์บ่อยขึ้น หากเครื่องใช้ไฟฟ้ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ การไหลเวียนของอากาศไม่ดี หรือพบเชื้อราที่มองเห็นได้ชัดเจน ซึ่งไม่สามารถจัดการได้อย่างปลอดภัยด้วยการดูแลรักษาตามปกติ ควรเรียกใช้บริการจากช่างผู้เชี่ยวชาญ
5. ผ้าม่าน พรม และพรมปูพื้น

สิ่งของประเภทผ้าหรือวัสดุบุต่างๆ สามารถกักเก็บฝุ่น ขนสัตว์ ละอองเกสร และอนุภาคอื่นๆ ไว้ได้ โดยเฉพาะสิ่งของที่วางอยู่ใกล้ทางเข้าออกหรือหน้าต่างมักจะสกปรกได้รวดเร็วกว่าปกติ

วิธีดูแลรักษา:
– พรมและพรมปูพื้น: ควรดูดฝุ่นอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งในบริเวณที่มีการใช้งานบ่อย และเพิ่มความถี่หากมีสัตว์เลี้ยงหรือเด็กเล็ก
– ผ้าม่าน: ควรดูดฝุ่นหรือปัดฝุ่นเป็นระยะ และซักทำความสะอาดตามคำแนะนำบนป้ายดูแลรักษาเนื้อผ้า โดยทั่วไปควรซักทุกๆ สองสามเดือน
– พรมเช็ดเท้า: ควรนำไปสะบัดฝุ่นหรือดูดฝุ่นบ่อยๆ และซักทำความสะอาดเมื่อจำเป็น
– เบาะโซฟา: ควรดูดฝุ่นตามซอกและใต้เบาะเพื่อกำจัดเศษอาหารและฝุ่นละออง
– เฟอร์นิเจอร์บุผ้า: หากมีคราบหกเลอะเทอะ ให้รีบเช็ดทำความสะอาดเฉพาะจุดทันที และวางแผนทำความสะอาดครั้งใหญ่เมื่อจำเป็น
ควรทดสอบน้ำยาทำความสะอาดกับพื้นที่เล็กๆ ที่มองเห็นได้ยากก่อนนำไปใช้กับพื้นผิวในวงกว้าง สำหรับผ้าเนื้อละเอียดหรือพรมบางชนิด อาจจำเป็นต้องใช้บริการทำความสะอาดจากมืออาชีพ
6. มือจับประตู สวิตช์ไฟ และรีโมทคอนโทรล
สิ่งของเครื่องใช้ขนาดเล็กเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องสัมผัสอยู่ตลอดทั้งวัน ทำให้มักถูกมองข้ามไปในระหว่างการทำความสะอาดตามปกติ

ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่ มือจับประตู มือจับตู้ สวิตช์ไฟ รีโมทโทรทัศน์ แป้นพิมพ์ เมาส์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้งานเป็นประจำ

วิธีรักษาความสะอาด:
1. เช็ดทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสบ่อยอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีคนในบ้านเจ็บป่วย
2. เลือกใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสมกับวัสดุนั้นๆ
3. ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
4. ระวังอย่าให้ของเหลวไหลเข้าไปในช่องของอุปกรณ์ไฟฟ้า
5. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะก่อนการเตรียมอาหาร
การทำความสะอาดและการฆ่าเชื้อนั้นไม่เหมือนกัน การทำความสะอาดตามปกติจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคส่วนใหญ่ได้ ส่วนการฆ่าเชื้อคือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมเพื่อลดจำนวนจุลินทรีย์เฉพาะชนิด ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในช่วงที่มีการเจ็บป่วยหรือเมื่อสงสัยว่าอาจมีการปนเปื้อนเกิดขึ้น 7. ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ
เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอาจดูสะอาดจากภายนอก แต่สิ่งสกปรกและคราบตกค้างอาจสะสมอยู่ตามจุดต่างๆ ที่มองไม่เห็น
– ตู้เย็น: เช็ดคราบอาหารที่หกเลอะเทอะทันที ตรวจสอบอาหารหมดอายุเป็นประจำทุกสัปดาห์ และถอดชั้นวางหรือลิ้นชักออกมาล้างทำความสะอาดเป็นระยะ
– เครื่องซักผ้า: เช็ดทำความสะอาดขอบยางประตูและช่องใส่ผงซักฟอก ทำความสะอาดตัวกรองตามระยะเวลาที่กำหนด และรันโปรแกรมล้างเครื่อง (Maintenance Cycle) ตามคำแนะนำในคู่มือการใช้งาน
– เครื่องล้างจาน: กำจัดเศษอาหารออกจากตัวกรอง และทำความสะอาดภายในเครื่องตามคำแนะนำของผู้ผลิต
– หม้อหุงข้าว: ล้างหม้อชั้นในหลังการใช้งานทุกครั้ง รวมถึงทำความสะอาดฝาปิดและช่องระบายไอน้ำตามคำแนะนำ
– กาต้มน้ำและเครื่องชงกาแฟ: ขจัดคราบหินปูนหรือคราบแร่ธาตุเมื่อจำเป็น โดยใช้วิธีที่ผู้ผลิตแนะนำ
– เครื่องดูดฝุ่น: นำฝุ่นออกจากถังเก็บฝุ่น และทำความสะอาดหรือเปลี่ยนตัวกรองตามคำแนะนำของผู้ผลิต
การดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ทั้งนี้ ควรดึงปลั๊กไฟออกทุกครั้งก่อนดำเนินการดูแลรักษาที่เกี่ยวข้องกับการถอดชิ้นส่วนหรือการทำความสะอาดภายในเครื่อง
8. หน้าต่าง รางหน้าต่าง และม่านปรับแสง
หน้าต่างช่วยให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาภายในบ้านได้ แต่กรอบหน้าต่างและรางหน้าต่างอาจเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นละออง แมลง ความชื้น และสิ่งสกปรกจากภายนอก
ควรทำความสะอาดกระจกเมื่อเริ่มเห็นคราบสกปรก เช็ดทำความสะอาดกรอบหน้าต่างเป็นประจำ และกำจัดสิ่งสกปรกออกจากรางหน้าต่างทุกๆ สองสามสัปดาห์ สำหรับม่านปรับแสงควรหมั่นปัดฝุ่นออก ส่วนม่านที่เป็นผ้าควรนำไปซักทำความสะอาดตามคำแนะนำในการดูแลรักษา
ในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง ควรตรวจสอบกรอบหน้าต่างว่ามีหยดน้ำเกาะหรือมีเชื้อราขึ้นหรือไม่ โดยต้องจัดการที่ต้นเหตุของความชื้น แทนที่จะเพียงแค่เช็ดคราบเชื้อราออกไปเท่านั้น เพราะความชื้นที่สะสมซ้ำๆ อาจนำไปสู่ปัญหาที่ร้ายแรงกว่าเดิมได้
9. ถังขยะและถังสำหรับวัสดุรีไซเคิล
ถังขยะอาจส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์และดึงดูดแมลงได้ หากมีเศษอาหารหรือของเหลวตกค้างอยู่ภายใน
เพื่อสุขอนามัยที่ดี ควรปฏิบัติดังนี้:
– นำขยะในครัวไปทิ้งอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหากมีเศษเนื้อสัตว์ อาหารทะเล หรืออาหารอื่นๆ ที่เน่าเสียได้ง่าย
– ใช้ถุงขยะที่เหมาะสมและไม่ใส่ขยะจนล้นถัง
– ล้างทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอกถังขยะเมื่อสกปรก
– หมั่นทำความสะอาดฝาถังและมือจับอยู่เสมอ
– ทิ้งให้ถังแห้งสนิทก่อนใส่ถุงขยะใบใหม่เข้าไป
– ล้างทำความสะอาดภาชนะสำหรับวัสดุรีไซเคิลเมื่อจำเป็น ตามแนวทางการจัดการขยะรีไซเคิลในพื้นที่ของคุณ ควรวางถังขยะให้ห่างจากพื้นผิวที่ใช้เตรียมอาหาร และตรวจสอบให้แน่ใจว่าปิดฝาถังขยะสนิทดีแล้ว
10. ของเล่นเด็กและอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง
บ้านที่มีเด็กหรือสัตว์เลี้ยงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดเป็นพิเศษ เนื่องจากของเล่น ชามอาหาร ที่นอนสัตว์เลี้ยง และอุปกรณ์สำหรับดูแลสัตว์เลี้ยง อาจเป็นแหล่งสะสมของน้ำลาย เศษอาหาร ขน และสิ่งสกปรกต่าง ๆ ได้

สำหรับสิ่งของของเด็ก ให้ทำความสะอาดของเล่นตามคำแนะนำของผู้ผลิต และควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับของเล่นที่เด็กนำเข้าปาก สำหรับของเล่นที่ใช้ร่วมกันในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือในช่วงเวลาที่เด็กป่วย ควรทำความสะอาดให้บ่อยขึ้น

สำหรับสัตว์เลี้ยง ควรล้างชามอาหารและน้ำดื่มเป็นประจำ ทำความสะอาดที่นอนของสัตว์เลี้ยงตามคำแนะนำบนป้ายผ้า และกำจัดขนสัตว์ออกจากแปรงหลังการใช้งานทุกครั้ง นอกจากนี้ ควรทำความสะอาดกระบะขับถ่ายของสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากจัดการสิ่งเหล่านี้

หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีกลิ่นฉุนรุนแรงหรือสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเด็กหรือสัตว์เลี้ยง และตรวจสอบให้แน่ใจว่าสิ่งของทุกอย่างแห้งสนิทดีแล้วก่อนนำกลับมาใช้งาน

ตารางการทำความสะอาดบ้าน
ตารางต่อไปนี้เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับการจัดระเบียบการดูแลรักษาบ้านตามปกติ คุณสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากขนาดของบ้าน สภาพอากาศ การมีสัตว์เลี้ยง อาการภูมิแพ้ของผู้อยู่อาศัย และความถี่ในการใช้งานสิ่งของแต่ละอย่าง
ความถี่ รายการสิ่งของและงานที่ต้องทำ
หลังการใช้งานแต่ละครั้ง จาน ชาม ช้อนส้อม เขียง และอุปกรณ์ทำอาหาร
ทุกวันหรือตามความจำเป็น เช็ดคราบสกปรกในครัว กำจัดเศษอาหาร ทำความสะอาดห้องน้ำ และเช็ดพื้นผิวที่ใช้งานบ่อย
สัปดาห์ละหลายครั้ง อ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ เคาน์เตอร์ครัว และบริเวณที่สัตว์เลี้ยงกินอาหาร
ทุกสัปดาห์ เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ทำความสะอาดพื้นและพรมที่ใช้งานบ่อย เช็ดทำความสะอาดจุดที่สัมผัสบ่อย และซักผ้าเช็ดตัวตามความจำเป็น
ทุก 2–4 สัปดาห์ ทำความสะอาดแผ่นกรองเครื่องปรับอากาศ (ถ้ามี) ตะแกรงพัดลม ตรวจสอบตู้เย็น และดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ
ทุกสองสามเดือน ซักผ้าม่าน หมอน (หากซักได้) รวมถึงทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์บุผ้าและรางหน้าต่างอย่างละเอียด
ตามคู่มือการใช้งาน ทำความสะอาดตัวกรองเครื่องซักผ้า ดูแลรักษาเครื่องล้างจาน เปลี่ยนแผ่นกรองเครื่องฟอกอากาศ และดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าเฉพาะทางอื่นๆ
ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางทั่วไป ไม่ใช่กฎตายตัว การกำหนดตารางการทำความสะอาดที่แท้จริงควรพิจารณาจากคำแนะนำของผู้ผลิต ข้อแนะนำด้านสาธารณสุข และสภาพการใช้งานจริงของสิ่งของแต่ละชิ้น

เคล็ดลับในการทำความสะอาดบ้านให้ง่ายขึ้น
การทำความสะอาดจะกลายเป็นเรื่องที่จัดการได้ง่ายขึ้น หากมองว่าเป็นกิจวัตรประจำวันแทนที่จะเป็นงานใหญ่ที่ต้องทำให้เสร็จทั้งหมดในคราวเดียว

1. แบ่งบ้านออกเป็นโซนต่างๆ เช่น ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องนอน และห้องนั่งเล่น เพื่อให้แต่ละพื้นที่ได้รับการดูแลตามความเหมาะสมของพื้นที่นั้นๆ

2. จัดเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดให้เป็นระเบียบ โดยวางผ้า แปรง ถุงมือ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ ไว้ในที่ที่หยิบใช้งานได้สะดวก แต่ต้องเก็บสารเคมีให้พ้นมือเด็ก

3. ทำความสะอาดจากบนลงล่าง โดยเริ่มจากเช็ดฝุ่นบนพื้นผิวที่อยู่สูงก่อน แล้วจึงทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์และพื้น เพื่อให้ฝุ่นที่ร่วงหล่นลงมาถูกกำจัดออกไปในขั้นตอนสุดท้าย

4. จัดการคราบสกปรกที่หกเลอะเทอะทันทีที่พบ คราบที่เพิ่งหกเลอะเทอะมักจะทำความสะอาดได้ง่ายกว่าคราบที่แห้งติดพื้นผิวแล้ว การรีบจัดการทันทีจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ตกค้างได้อีกด้วย

5. หลีกเลี่ยงการปนเปื้อนข้ามจุด (Cross-contamination) ควรแยกผ้าสำหรับทำความสะอาดในแต่ละพื้นที่ เช่น ห้องครัว ห้องน้ำ และโถสุขภัณฑ์ออกจากกัน สำหรับผ้าที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ควรซักทำความสะอาดให้หมดจดและตากให้แห้งสนิท

6. อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ เลือกใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสมกับพื้นผิวแต่ละประเภท และปฏิบัติตามระยะเวลาที่ระบุไว้บนฉลากเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในการฆ่าเชื้อ

7. ใส่ใจเรื่องความชื้น ในสภาพอากาศที่ร้อนและชื้น ควรเช็ดพื้นผิวที่เปียกให้แห้ง หมั่นระบายอากาศในห้องน้ำ และตรวจสอบจุดที่มีความชื้นสะสมอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา

8. จัดทำรายการตรวจสอบ (Checklist) แบบง่ายๆ การมีตารางเวลาไม่ว่าจะในรูปแบบกระดาษหรือดิจิทัล จะช่วยให้สมาชิกในบ้านแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันได้ชัดเจน และป้องกันการหลงลืมทำความสะอาดจุดที่อาจมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก

สิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านหลายอย่างจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ นอกเหนือไปจากงานพื้นฐานอย่างการกวาด ถู หรือเช็ดทำความสะอาดเคาน์เตอร์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนอน อุปกรณ์ครัว สุขภัณฑ์ในห้องน้ำ แผ่นกรองอากาศ พรม เครื่องใช้ไฟฟ้า รางหน้าต่าง ถังขยะ หรือพื้นผิวที่ถูกสัมผัสบ่อยครั้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนควรได้รับการดูแลเพื่อให้การดูแลรักษาบ้านมีความสมบูรณ์ครบถ้วน

แนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการกำหนดตารางการทำความสะอาดที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากความถี่ในการใช้งาน ความรวดเร็วในการเกิดคราบสกปรก รวมถึงปัจจัยว่าสิ่งของเหล่านั้นต้องสัมผัสกับอาหาร ความชื้น หรือผู้คนหรือไม่ การดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยยกระดับสุขอนามัยภายในบ้าน ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ยืดอายุการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อีกทั้งยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น